BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 289/2560

เหตุการณ์เดียวกันที่เคยฟ้องฐานทำร้ายร่างกายแล้ว ฟ้องฐานบุกรุกอีกไม่ได้ แม้คดีเดิมอยู่ระหว่างอุทธรณ์

หลักที่ได้

เมื่อเป็นเหตุการณ์เดียวกันอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีก่อนแล้ว แม้คดีนั้นอยู่ระหว่างอุทธรณ์ก็ถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับ ส่วนฟ้องพาอาวุธที่ไม่บรรยายว่าพาโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรเป็นฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด

ข้อเท็จจริงย่อ

โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ณ. ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกาย ณ. ในเคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม วันเวลา สถานที่เกิดเหตุ และสาระแห่งการกระทำเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ ในคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 นอกจากนี้โจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยที่ 2 พาไม้ซึ่งไม่ปรากฏขนาดชัดเจนเป็นอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ และใช้ไม้ตีทำร้าย ณ. โดยไม่ได้บรรยายว่าเป็นการพาอาวุธโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควร ทั้งไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาเหล่านี้

เหตุผลของศาล

  1. เมื่อวันเวลา สถานที่เกิดเหตุ และสาระแห่งการกระทำเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับคดีก่อน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกันแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
  2. แม้ในคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไป
  3. ฟ้องข้อหาพาอาวุธที่ไม่ได้บรรยายว่าเป็นการพาโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควร เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  4. ทั้งปัญหาฟ้องซ้ำและปัญหาฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ณ. ตาม ป.อ. มาตรา 83, 295 และข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกาย ณ. ในเคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม ซึ่งวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตลอดจนสาระแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงเป็นเรื่องการกระทำกรรมเดียวกันแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 แม้คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ณ. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสองของโจทก์ในคดีนี้ย่อมเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 พาไม้ขนาดเท่าใดไม่ปรากฏชัด เป็นอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ และใช้ไม้เป็นอาวุธตีทำร้าย ณ. แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดในข้อหาดังกล่าวว่า เป็นการพาอาวุธโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรมาด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่และปัญหาเรื่องฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด ล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ