BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557/2560

บริวารที่ไม่เคยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษ ไม่ใช่คู่ความ ฟ้องขับไล่เป็นคดีใหม่ได้

หลักที่ได้

คำพิพากษาให้ขับไล่มีผลถึงบริวารที่แสดงอำนาจพิเศษไม่ได้ แต่ไม่ทำให้บริวารกลายเป็นคู่ความ เมื่อบริวารไม่เคยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษและศาลยังไม่เคยวินิจฉัยสิทธิของเขา การฟ้องขับไล่เขาเป็นคดีใหม่จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ข้อเท็จจริงย่อ

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตนอยู่ก่อนแล้วให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งโอนสิทธิเรียกร้องและหลักประกันอื่นที่บรรษัทฯ ฟ้อง ช. กับจำเลยและพวกเป็นคดีล้มละลายไว้แล้ว ก่อนหน้านี้บรรษัทฯ เคยฟ้องขับไล่ ช. และศาลพิพากษาให้ขับไล่ จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจจาก ช. ให้ดำเนินคดีแทน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษในคดีนั้น โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยต่อสู้ว่าเป็นฟ้องซ้ำ และโจทก์ยังอ้างสิทธิของผู้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์

เหตุผลของศาล

  1. การขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบรรษัทฯ อยู่ก่อนแล้ว มิใช่เรื่องที่โจทก์รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมา จึงนำบทบัญญัติเรื่องผู้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาใช้ไม่ได้
  2. การรับโอนสิทธิเรียกร้องพร้อมหลักประกันในคดีล้มละลาย มีผลเพียงให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบรรษัทฯ ในคดีล้มละลายเท่านั้น ไม่ใช่เหตุที่จะนำบทบัญญัติดังกล่าวมาบังคับได้เช่นกัน
  3. คำพิพากษาให้ขับไล่ ช. ย่อมใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติและบริวารที่แสดงอำนาจพิเศษไม่ได้ แต่ไม่ได้ทำให้บริวารเหล่านั้นมีฐานะเป็นคู่ความไปด้วย
  4. เมื่อจำเลยไม่เคยยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษ และการรับมอบอำนาจจาก ช. ก็ไม่ทำให้กลายเป็นคู่ความ ทั้งคดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทหรือไม่ ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยอยู่ก่อนแล้วให้แก่โจทก์ มิใช่เรื่องที่โจทก์รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมา จึงไม่อาจนำมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาใช้บังคับได้ ส่วนที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหลักประกันอื่นที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฟ้อง ช. และจำเลยกับพวกเป็นคดีล้มละลายไว้แล้ว ก็มีผลเพียงให้โจทก์เข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความในคดีล้มละลายแทนที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้ตาม พ.ร.ก.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 16 วรรคสอง มิใช่เหตุที่จะนำมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาบังคับได้เช่นกัน

การที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฟ้องขับไล่ ช. โดยผลของ มาตรา 142 (1) แห่ง ป.วิ.พ. คำพิพากษาที่ให้ขับไล่ย่อมมีผลใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของ ช. ซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้เท่านั้น แต่หาได้ทำให้วงศ์ญาติและบริวารที่อาจถูกบังคับตามคำพิพากษานั้นมีฐานะเป็นคู่ความไปด้วยไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษ จำเลยจึงยังไม่อยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดี ทั้งการที่จำเลยรับมอบอำนาจจาก ช. ให้เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ก็ไม่ทำให้จำเลยกลับมีฐานะกลายเป็นคู่ความในคดีไปได้ เมื่อจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน และในคดีก่อนศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อสิทธิของเจ้าของหรือไม่อย่างไร การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ