BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2561

ไม่ให้การว่าโจทก์ฟ้องโดยไม่สุจริต จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้

หลักที่ได้

กฎหมายสันนิษฐานว่าทุกคนกระทำการโดยสุจริต ฝ่ายที่อ้างว่าอีกฝ่ายใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตต้องให้การไว้โดยแจ้งชัดจึงจะเกิดประเด็น และคำให้การต้องแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธให้ชัด จะยกเหตุใหม่คนละเหตุขึ้นอุทธรณ์ฎีกาภายหลังไม่ได้

ข้อเท็จจริงย่อ

โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิด จำเลยที่ 2 ให้การเพียงว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีรายได้จากการทำงานพิเศษ จึงไม่ได้รับความเสียหายและจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด ต่อมาจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาล เพราะบริษัทประกันวินาศภัยและประกันชีวิตเป็นผู้จ่ายทั้งหมด และในชั้นฎีกายังอ้างว่าโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ทั้งที่ไม่เคยให้การต่อสู้เรื่องนี้ไว้

เหตุผลของศาล

  1. กฎหมายบัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต โจทก์ที่ 1 จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าฟ้องคดีโดยสุจริต
  2. ผู้ที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ต้องให้การโดยแจ้งชัดว่าอีกฝ่ายใช้สิทธิโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงจะเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทให้นำสืบและยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นสูงได้
  3. จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องความไม่สุจริตไว้ จึงไม่เกิดประเด็น ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามฎีกา
  4. คำให้การต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์อย่างไร พร้อมแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธ เพื่อก่อให้เกิดประเด็นที่คู่ความต้องนำพยานเข้าสืบ
  5. การอุทธรณ์ว่าบริษัทประกันเป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาล เป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่คนละเหตุกับที่ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 5 จะบัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" แต่มาตรา 6 ก็บัญญัติต่อไปว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" โจทก์ที่ 1 จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานในกฎหมายดังกล่าวว่าโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยสุจริต จำเลยที่ 2 จะต้องให้การโดยแจ้งชัดว่าโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตอย่างไร เพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทในคำให้การจึงจะนำสืบหรือยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ฎีกาเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานในกฎหมายดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไว้ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง

ในการยื่นคำให้การ จำเลยต้องแสดงให้ชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของฝ่ายตน เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การเพียงว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีรายได้จากการทำงานพิเศษ โจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาล บริษัทที่รับประกันวินาศภัยและประกันชีวิตของโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จ่ายทั้งหมด โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 นั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่มาเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธ อันเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 4 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ