BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2563

สิ้นสิทธิบังคับคดีเพราะพ้น 10 ปีแล้วฟ้องใหม่ให้ไถ่ถอนจำนอง เป็นฟ้องซ้ำ แต่สิทธิจำนองยังไม่ระงับ

หลักที่ได้

ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถือเป็นคู่ความเดียวกับโจทก์เดิม เมื่อไม่ร้องขอบังคับคดีจนพ้น 10 ปี ย่อมสิ้นสิทธิบังคับคดี และจะฟ้องใหม่ให้ไถ่ถอนทรัพย์จำนองเดิมอีกไม่ได้เพราะเป็นฟ้องซ้ำ แต่เมื่อหนี้จำนองยังไม่ระงับ สิทธิของผู้รับจำนองยังคงใช้ยันลูกหนี้และผู้รับโอนทรัพย์จำนองได้

ข้อเท็จจริงย่อ

เดิมธนาคาร น. ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย ให้บังคับจำนองห้องชุดโดยนำออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้ ต่อมาธนาคาร น. โอนสิทธิเรียกร้องให้บริษัท บ. และบริษัท บ. โอนต่อให้โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทน แต่โจทก์ไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีจนล่วงพ้น 10 ปี โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนองรายเดียวกัน โดยหนี้จำนองห้องชุดยังไม่ปรากฏว่าระงับสิ้นไป

เหตุผลของศาล

  1. โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของโจทก์คดีก่อน ถือว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับคู่ความในคดีก่อน
  2. เมื่อไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี โจทก์ย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป
  3. คดีก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้และมีสิทธิบังคับจำนองเต็มตามสิทธิแล้วและคดีถึงที่สุด การฟ้องขอให้ไถ่ถอนทรัพย์จำนองเดียวกันอีกจึงมีประเด็นเดียวกัน เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ
  4. อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าหนี้จำนองระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองยังคงมีอยู่และใช้ยันลูกหนี้จำนองหรือบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์จำนองต่อไปได้

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

เดิมธนาคาร น. เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองอันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้จำนองเต็มตามสิทธิที่ธนาคาร น. มีอยู่ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคาร น. และให้ธนาคาร น. มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ห้องชุดทรัพย์จำนองได้โดยให้นําออกขายทอดตลาดนําเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้ หลังจากนั้นธนาคาร น. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่บริษัท บ. และบริษัท บ.โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์อีกทอดหนึ่ง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร น. เมื่อในคดีก่อนโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อน นําคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก ถือว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและให้มีสิทธิบังคับจำนองห้องชุดทรัพย์จำนองเต็มตามสิทธิของโจทก์ และคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนองเดียวกันอีก คดีนี้จึงมีประเด็นเดียวกับคดีก่อนว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์จำนองหรือไม่ เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่าหนี้จำนองห้องชุดพิพาทได้ระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองห้องชุดพิพาทจึงยังคงมีอยู่และใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์จำนองต่อไปได้

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ