คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4163/2564
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ตกลงไม่เรียกร้องกันอีก ปิดปากไม่ให้ฟ้องเรียกค่าเช่าล่วงหน้าซ้ำ
หลักที่ได้
คำพิพากษาตามยอมผูกพันคู่ความนับแต่วันพิพากษา ข้อตกลงว่าไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ กันอีกย่อมครอบคลุมถึงค่าเช่าล่วงหน้าด้วย การฟ้องเรียกอีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ส่วนตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งเปิดเผยตัวไม่ต้องรับผิดต่อคู่สัญญาเป็นส่วนตัว
ข้อเท็จจริงย่อ
โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดกับจำเลยที่ 1 และชำระค่าเช่าล่วงหน้าจนครบกำหนดเวลาเช่า โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดเชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 เคยฟ้องโจทก์ที่ศาลจังหวัดมีนบุรีว่าไม่ได้มอบอำนาจหรือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่า โจทก์บุกรุกเข้าอยู่อาศัยเป็นการละเมิด ขอให้ขนย้ายออกและชดใช้ค่าเสียหาย ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ระบุว่าคู่ความไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ กันอีก ศาลพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุด โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้เรียกค่าเช่าล่วงหน้าส่วนที่ยังอยู่อาศัยไม่ครบกำหนดคืนจากจำเลยทั้งสอง
เหตุผลของศาล
- แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะไม่ได้ตกลงกันครบทุกประเด็นที่ฟ้อง ก็ถือได้ว่าตกลงกันในประเด็นแห่งคดีแล้ว และคำพิพากษาตามยอมผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 2 นับแต่วันพิพากษา
- ข้อความที่ว่าคู่ความไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ กันอีก ย่อมหมายรวมถึงค่าเช่าล่วงหน้าที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ด้วย โจทก์จึงถูกปิดปากด้วยข้อสัญญาดังกล่าว
- การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าล่วงหน้าอีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำเฉพาะจำเลยที่ 2
- เมื่อโจทก์เองอ้างว่าจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่า มิใช่จำเลยที่ 1 กระทำเป็นส่วนตัว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าเช่าล่วงหน้า
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.1406/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มอบอำนาจหรือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับโจทก์ โจทก์บุกรุกเข้าอาศัยในห้องชุดพิพาทเป็นการละเมิดจำเลยที่ 2 ขอให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องชุดพิพาทพร้อมชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมหรือไม่ และโจทก์อยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทเป็นการทำละเมิดต่อจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งตามสัญญาเช่า โจทก์ได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าจนครบกำหนดเวลาเช่า ต่อมาโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะไม่ได้ตกลงกันในทุกประเด็นที่มีการฟ้องก็ตาม ก็ถือได้ว่ามีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีแล้วและศาลจังหวัดมีนบุรีได้พิพากษาตามยอมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 2 นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 ที่ระบุว่า โจทก์และจำเลย (จำเลยที่ 2 และโจทก์คดีนี้) ไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ กันอีกย่อมหมายรวมถึง ค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ด้วย โจทก์จึงถูกปิดปากด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมิอาจฟ้องค่าเช่าล่วงหน้าที่โจทก์ยังอยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทไม่ครบกำหนดได้ และการที่โจทก์ฟ้องขอเรียกค่าเช่าล่วงหน้าดังกล่าวเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำเฉพาะจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เจ้าของห้องชุดพิพาท ในลักษณะจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับโจทก์ มิใช่กระทำเป็นส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่า
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ