คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2606/2565
ฟ้องใหม่ฐานลาภมิควรได้โดยอาศัยผลคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่ข้อเท็จจริงในคดีก่อนยังผูกพันคู่ความ
หลักที่ได้
การฟ้องใหม่โดยอาศัยสภาพแห่งข้อหาต่างกันแม้เป็นเงินจำนวนเดียวกันก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังไว้ในคดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความในคดีก่อนด้วย เมื่อคดีก่อนฟังว่าจำเลยไม่ได้รับเงินไป จำเลยก็ไม่ต้องคืนเงินในคดีใหม่
ข้อเท็จจริงย่อ
คดีก่อนโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในแบบคำขอสินเชื่อ หนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และเอกสารประกอบ และพยานหลักฐานฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้รับเงินตามฟ้องจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยยอมรับผลของคำพิพากษาคดีก่อนว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงิน แต่อ้างว่าโจทก์โอนเงิน 600,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลยทั้งที่ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยจึงต้องคืนเงิน จำเลยต่อสู้ว่าเป็นฟ้องซ้ำ
เหตุผลของศาล
- คดีก่อนศาลยกฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์อ้างว่าจำเลยได้รับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยสภาพแห่งข้อหาที่ต่างกัน
- แม้เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับคดีก่อน ก็ไม่ถือเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
- ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยความรับผิดไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เมื่อพยานหลักฐานในคดีก่อนฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้รับเงินตามฟ้องจากโจทก์ ข้อเท็จจริงนั้นย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อน
- จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินตามฟ้องแก่โจทก์
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
ประเด็นตามคำฟ้องคดีก่อนเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในแบบคำขอสินเชื่อ หนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และเอกสารประกอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ เท่ากับศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ตามฟ้อง ส่วนฟ้องโจทก์คดีนี้ โจทก์ยอมรับผลของคำพิพากษาคดีก่อนว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์และกล่าวอ้างว่าการที่โจทก์โอนเงิน 600,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลย โดยโจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินโจทก์ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ อันเป็นการฟ้องโดยอาศัยผลของคำพิพากษาคดีก่อนมาเป็นมูลฟ้องร้องในคดีนี้ แม้เงินที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในคดีนี้จะเป็นเงินจำนวนเดียวกับในคดีก่อนก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการฟ้องโดยอาศัยสภาพแห่งข้อหาที่ต่างกัน ไม่ถือเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดคืนเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน เมื่อพยานหลักฐานในคดีก่อนฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้รับเงินตามฟ้องจากโจทก์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินตามฟ้องแก่โจทก์
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ