BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4741/2565

ตกลงโอนหลังพ้นกำหนดห้ามโอน สัญญาไม่เป็นโมฆะ และผู้ซื้อครอบครองแทนผู้ขาย

หลักที่ได้

คู่สัญญาที่รู้ว่าที่ดินมีข้อกำหนดห้ามโอนและตกลงจะโอนกันหลังพ้นกำหนด สัญญาย่อมเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโมฆะ และผู้ซื้อที่เข้าครอบครองย่อมยึดถือแทนผู้ขาย

ข้อเท็จจริงย่อ

ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีนับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2553 โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดห้ามโอน แต่ทั้งสองฝ่ายรู้ถึงข้อกำหนดนั้นและตกลงกันว่าจะไปจดทะเบียนโอนให้แก่กัน ณ สำนักงานที่ดิน ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 อันเป็นเวลาหลังพ้นกำหนดห้ามโอนแล้ว จำเลยครอบครองดูแลทำประโยชน์ในที่ดินตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่โจทก์จะขายให้

เหตุผลของศาล

  1. เมื่อคู่สัญญาต่างรู้ถึงข้อกำหนดห้ามโอนและตกลงจะโอนกันหลังพ้นกำหนด สัญญาจึงเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จึงไม่ฝ่าฝืนข้อห้ามโอนและไม่เป็นโมฆะ
  2. การที่จำเลยครอบครองที่ดินตั้งแต่ก่อนซื้อขาย ถือได้ว่ายึดถือไว้ในฐานะผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง มิใช่ครอบครองเพื่อตนเอง ตราบใดที่ยังไม่ได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ
  3. เมื่อเป็นการครอบครองแทน จำเลยย่อมไม่อาจอ้างการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยันโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

แม้ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2553 และโจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ภายในเวลาสิบปีตามข้อกำหนดห้ามโอนก็ตาม แต่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต่างรู้ว่าที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนและตกลงกันว่าจะโอนให้แก่กัน ณ สำนักงานที่ดินมะขาม ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 อันเป็นเวลาภายหลังพ้นข้อกำหนดห้ามโอนในวันที่ 30 สิงหาคม 2563 แล้วเช่นนี้ สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทย่อมเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การที่จำเลยครอบครองดูแลทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่โจทก์จะขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทนั้นไว้ในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง มิใช่เป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ตราบใดที่จำเลยมิได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 การครอบครองที่ดินของจำเลยจึงเป็นการยึดถือแทนโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการถือสิทธิครอบครองเด็ดขาดเป็นของตนในฐานะเจ้าของไม่ จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเสร็จเด็ดขาดในระหว่างที่มีข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืน ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ และมีผลให้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่ สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจึงมีผลสมบูรณ์และบังคับกันได้ในลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขายอันเป็นบุคคลสิทธิ และเป็นเรื่องที่จำเลยชอบที่จะว่ากล่าวเอาความแก่โจทก์ต่อไปตามบทบัญญัติว่าด้วยผลแห่งหนี้และสัญญา และเมื่อการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการครอบครองแทนโจทก์เช่นนี้ จำเลยย่อมไม่อาจอ้างอายุความการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ขึ้นยันแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ