คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2566
คดีรื้อฟื้นคดีอาญา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด แต่ศาลฎีกายังยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้
หลักที่ได้
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ในคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด คู่ความฎีกาต่อไปไม่ได้ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วและปรากฏว่าการกระทำที่ฟ้องเป็นกรรมเดียวกับคดีที่ศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปก่อน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
ข้อเท็จจริงย่อ
พนักงานอัยการฟ้องว่าจำเลยที่ 8 ร่วมกับพวกกล่าวข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รวม 3 กรรม แม้จะกล่าวหลายคราวต่างวันต่างเวลา แต่ทุกคราวมุ่งให้บริษัท พ. หลงเชื่อและตกลงเข้าทำสัญญารับเหมาก่อสร้างกับส่งมอบเงิน 50 ล้านบาท ก่อนหน้านั้นบริษัท พ. เคยฟ้องจำเลยที่ 8 กับพวกฐานร่วมกันฉ้อโกงที่ศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลพิพากษาลงโทษไปแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ก่อนศาลชั้นต้นคดีนี้พิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 คดีนี้เป็นคดีที่ศาลชั้นต้นรื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่แล้วยกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาใหม่ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว จำเลยที่ 8 ยังยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามา
เหตุผลของศาล
- กฎหมายว่าด้วยการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่กำหนดว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่แล้ว คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด จำเลยที่ 8 จึงฎีกาต่อไปไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจึงไม่ชอบ
- แม้กล่าวข้อความหลายคราวต่างวันต่างเวลา แต่แต่ละคราวมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือให้บริษัท พ. หลงเชื่อและส่งมอบเงิน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว มิใช่หลายกรรม
- เมื่อศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 ในการกระทำเดียวกันไปก่อนศาลชั้นต้นคดีนี้พิพากษา จึงเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป และเป็นเหตุในลักษณะคดีที่มีผลถึงผู้ร่วมกระทำความผิดทุกคน
- ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีต้องห้ามฎีกา เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาใหม่เป็นยกฟ้องตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (1) แล้ว สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาใหม่ดังกล่าวต้องพิจารณาตามมาตรา 15 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 13 แล้ว พนักงานอัยการผู้ร้องหรือโจทก์ในคดีเดิมซึ่งเป็นคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้ดังนี้ (1) ถ้าคำพิพากษานั้นเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษานั้นต่อศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด..." ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าวแล้วคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จำเลยที่ 8 ไม่อาจฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 8 มาจึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ที่บริษัท พ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 8 คดีนี้ (คือจำเลยที่ 9 ในคดีดังกล่าว) กับพวก ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ส่วนคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 8 ร่วมกับพวก กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 8 กับพวก ร่วมกันกระทำความผิด 3 กรรม แม้การกล่าวข้อความหมิ่นประมาทจะกระทำขึ้นหลายคราวต่างวันต่างเวลาแต่การกระทำในแต่ละคราวมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือ เพื่อให้บริษัท พ. หลงเชื่อและตกลงเข้าทำสัญญารับเหมาก่อสร้างกับส่งมอบเงินจำนวน 50 ล้านบาท ให้จำเลยที่ 8 กับพวก อันถือเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 8 กับพวก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวมิใช่หลายกรรม เมื่อได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือนั้น ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่การกระทำของจำเลยที่ 8 ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ถือเป็นเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 8 มิต้องรับโทษ และเป็นเหตุในลักษณะคดีซึ่งย่อมมีผลถึงผู้ร่วมกระทำความผิดทุกคน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 15 (1) ทำให้คดีต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215 และ 225 ทั้งเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและให้สอดคล้องกับผลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2105/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2618/2561 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยอื่นตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเป็นฟ้องช้ำซึ่งคดีถึงที่สุดไปแล้ว
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ