BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2567

ให้ลูกจ้างไปหาคนมาทำงานในกระบวนการผลิตของตน ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนนั้นด้วย

หลักที่ได้

ถ้าผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้ผู้อื่นจัดหาคนมาทำงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของตน โดยผู้นั้นควบคุมดูแลและจ่ายค่าจ้าง ผู้ประกอบกิจการย่อมมีฐานะเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานด้วย และต้องจ่ายค่าจ้างภายในสามวันนับแต่วันเลิกจ้าง

ข้อเท็จจริงย่อ

บ. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 ว่าจำเลยที่ 1 เสนอให้ บ. รับผลิตงานเพิ่มเติมคืองานฝังเพชรพลอย แต่ บ. ไม่ได้รับงานนั้นไปทำด้วยตนเอง กลับนำไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย โดยให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 และใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับงานที่โจทก์ทำและไม่ได้โต้แย้ง งานฝังเพชรพลอยเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมี บ. เป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ ต่อมา บ. เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563 และไม่จ่ายค่าจ้าง โจทก์เรียกค่าจ้าง ค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ด้วย

เหตุผลของศาล

  1. การที่นายจ้างเสนอให้ลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมจะถือเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานได้ ต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างรับงานเพิ่มเติมไปทำด้วยตนเอง อันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน
  2. เมื่อ บ. ไม่ได้ทำงานเพิ่มเติมด้วยตนเอง แต่นำไปจ้างโจทก์ให้ทำที่สถานประกอบกิจการและด้วยอุปกรณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับงานโดยไม่โต้แย้ง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เสนองานเพิ่มเติมโดยรู้อยู่แล้วว่า บ. ไม่ได้ทำเอง
  3. กรณีจึงมิใช่การให้ลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน แต่เป็นกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้ บ. เป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้ ซึ่งมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน
  4. เมื่องานของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดย บ. เป็นผู้ควบคุมดูแลและจ่ายค่าจ้าง จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ และต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
  5. เมื่อกฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าจ้างภายในสามวันนับแต่วันเลิกจ้าง การเลิกจ้างวันที่ 5 สิงหาคม 2563 จึงต้องจ่ายภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 เมื่อไม่จ่าย จึงต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และจำเลยที่ 1 ต้องเสียดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

บ. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไนว่า จำเลยที่ 1 เสนอให้ บ. รับผลิตงานเพิ่มเติม ตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมอบงานผลิตเพิ่มเติมให้ บ. ในฐานะลูกจ้างทำงานเพิ่มเติมนั้นด้วยตนเองอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เสนองานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย ให้แก่ บ. โดย บ. มิได้รับงานผลิตเพิ่มเติมนั้นไปทำด้วยตนเอง แต่นำงานผลิตเพิ่มเติมที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย และให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เพื่อทำงานฝังเพชรพลอย โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับงานที่โจทก์รับจาก บ. และไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เสนองานเพิ่มเติมให้แก่ บ. โดยรู้อยู่แล้วว่า บ. ไม่ได้รับผลิตงานเพิ่มเติมไปทำด้วยตนเอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มอบงานฝังเพชรพลอยให้แก่ บ. ในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเสนอให้ บ. ในฐานะลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้มอบหมายให้ บ. เป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน เมื่อการทำงานของโจทก์คืองานฝังเพชรพลอยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมี บ. เป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่เป็นคนมาทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อ บ. เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 บ. จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 บ. ไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาดังกล่าว จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปแก่โจทก์เช่นเดียวกัน

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ