คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4295/2567
เลิกบริษัทระหว่างถูกฟ้องไม่ใช่การไม่สุจริตเสมอไป ผู้ชำระบัญชีที่แบ่งคืนทรัพย์ก่อนใช้หนี้ต้องรับผิดเอง
หลักที่ได้
การเลิกบริษัทเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้น แม้อยู่ระหว่างถูกฟ้องก็ไม่มีข้อห้าม แต่ผู้ชำระบัญชีต้องเอาทรัพย์สินใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ก่อน จะแบ่งคืนผู้ถือหุ้นได้เพียงเท่าที่ไม่ต้องใช้ชำระหนี้
ข้อเท็จจริงย่อ
จำเลยเป็นบริษัทที่รับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้ผู้บริโภค ส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่กำหนดในสัญญา ระหว่างที่ถูกฟ้องให้ชำระหนี้ ผู้ถือหุ้นจัดประชุมใหญ่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัท ผู้ชำระบัญชีแบ่งคืนทรัพย์สินของบริษัทให้ผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้ใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ให้ผู้บริโภคก่อน โจทก์จึงขอให้บุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของบริษัทร่วมรับผิดด้วย
เหตุผลของศาล
- การส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์เป็นเพียงการปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่ส่อว่าดำเนินกิจการไปในทางไม่สุจริต
- การเลิกบริษัทเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะมีมติพิเศษให้เลิกได้ แม้อยู่ระหว่างถูกฟ้องก็ไม่มีข้อห้าม เพียงแต่ต้องจัดให้มีการชำระบัญชีโดยเอาทรัพย์สินใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ก่อน
- การที่ผู้ชำระบัญชีแบ่งคืนทรัพย์สินโดยไม่ใช้หนี้ก่อน เป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ในการชำระบัญชีซึ่งผู้ชำระบัญชีต้องรับผิดเอง แต่ไม่ทำให้ถือว่าบริษัทดำเนินการโดยไม่สุจริต ผู้มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานจึงไม่ต้องร่วมรับผิด
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
คดีนี้ จำเลยรับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้แก่ ส. ผู้บริโภค แม้จะส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่กำหนดในสัญญาก็เป็นเพียงการปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่ส่อว่ามีการดำเนินกิจการจำเลยไปในทางไม่สุจริต ส่วนการเลิกบริษัทเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะจัดประชุมใหญ่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1236 (4) แม้จำเลยจะอยู่ระหว่างถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้แก่ ส. ก็ไม่มีข้อห้ามมิให้เลิกบริษัท เพียงแต่ในการเลิกบริษัทจะต้องจัดให้มีการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีจะต้องจัดการทรัพย์สินของจำเลยเอาใช้หนี้แก่ ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1264 จะแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยให้ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยเท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1269 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี แบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยโดยไม่ได้มีการใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ให้แก่ ส. แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการปฏิบัติฝ่าฝืนหน้าที่ในการชำระบัญชี ทำให้ ส. ได้รับความเสียหายเท่านั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชีร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทในระหว่างที่จำเลยถูกฟ้องคดีนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยดำเนินการโดยไม่สุจริตตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของจำเลยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ