คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5902/2567
ผู้จัดการมรดกจำนองทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นการผิดหน้าที่โดยทุจริต
หลักที่ได้
ผู้จัดการมรดกที่นำทรัพย์ส่วนซึ่งทายาทมีสิทธิได้รับไปจำนองประกันหนี้ส่วนตัว ทั้งที่รู้ว่ามีข้อพิพาทและทำให้กองมรดกกับทายาทเสี่ยงรับภาระ ย่อมเป็นการผิดหน้าที่โดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้
ข้อเท็จจริงย่อ
จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกและนำที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับตามพินัยกรรมไปจำนองประกันหนี้ของตน 2 ครั้งโดยไม่ได้รับความยินยอม ก่อนจำนองครั้งแรกจำเลยรู้ว่าโจทก์ฟ้องให้โอนที่ดินแก่ตน และก่อนจำนองครั้งที่สองจำเลยรู้ว่ามีคดีอาญาจากการจำนองครั้งแรก แต่ยังเพิ่มวงเงินจำนองและนำเงินไปใช้ส่วนตัว
เหตุผลของศาล
- การจำนองก่อทรัพยสิทธิติดไปกับที่ดินและผูกพันกองมรดกกับทายาท หากไม่ชำระหนี้ ภาระย่อมตกแก่กองมรดกและผู้มีสิทธิรับมรดก
- จำเลยรู้ถึงสิทธิของโจทก์และข้อพิพาทแล้วแต่ยังจำนองซ้ำ เพิ่มวงเงิน และนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
- พฤติการณ์แสดงเจตนาไม่สุจริตและการแสวงหาประโยชน์อันไม่ควรได้ จึงเป็นการที่ผู้ได้รับมอบหมายตามคำสั่งศาลกระทำผิดหน้าที่จนเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกนำที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกในส่วนที่โจทก์ทั้งสามจะได้รับตามพินัยกรรมไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยทั้งสองถึงสองครั้งโดยไม่ได้รับความเห็นชอบหรือยินยอมจากโจทก์ทั้งสามย่อมก่อให้เกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาท แม้การจำนองจะไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของผู้จำนอง แต่สิทธิจำนองเป็นบุริมสิทธิ์ที่ติดไปกับตัวทรัพย์มีผลผูกพันต่อกองมรดกและทายาททั้งปวง หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามสัญญาจำนอง หนี้เหล่านั้นจะตกเป็นภาระแก่กองมรดกและทายาทรวมทั้งโจทก์ทั้งสามต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแทนจำเลยทั้งสอง ก่อนจดทะเบียนจำนองครั้งแรก จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกให้โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้สืบมรดกของทายาทตามพินัยกรรม และก่อนที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งที่สอง จำเลยทั้งสองก็ทราบแล้วว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีอาญาจำเลยทั้งสองอันมีมูลเหตุสืบเนื่องจากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งแรกแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังคงจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งที่สองโดยเพิ่มวงเงินจำนองให้สูงขึ้นไปอีกแล้วนำเงินที่ได้จากการจำนองมาใช้ประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาไม่สุจริต อันถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ