คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2568
กรรมการยักยอกเงินบริษัท ผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายและร้องทุกข์เองได้
หลักที่ได้
เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทเสียเอง ย่อมไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง ผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรงจึงเป็นผู้เสียหายที่ฟ้องคดีเองหรือร้องทุกข์ได้
ข้อเท็จจริงย่อ
โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ร่วมและจำเลยรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการในบริษัทซึ่งร่วมกันกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแล้วเบียดบังยักยอกเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต ทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ชั้นฎีกาโจทก์ร่วมอ้างว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นจึงร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ ซึ่งมีปัญหาว่าเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ และพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนกับโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
เหตุผลของศาล
- คำฟ้องของโจทก์ยืนยันแล้วว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและเป็นผู้เสียหายในกรณีที่กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทเอง ข้อฎีกาของโจทก์ร่วมจึงมิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น
- ความผิดที่กระทำต่อนิติบุคคลนั้น กฎหมายให้ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน แต่เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ย่อมไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง
- โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนได้เสียในผลประกอบการของนิติบุคคลโดยตรงย่อมได้รับความเสียหาย จึงเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีเองหรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
- เมื่อคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัวและโจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้อง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ร่วมและจำเลยรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการในบริษัทร่วมกันกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแล้วเบียดบังยักยอกเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต ทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์เป็นการยืนยันแล้วว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและเป็นผู้เสียหายในกรณีที่กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงสามารถร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยได้นั้น จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น
คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคล ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (3) บัญญัติให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท เป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทและมีส่วนได้เสียในผลประกอบการกับนิติบุคคลนั้นโดยตรงย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีเองหรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ