BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8248-8249/2568

เซ็นสละสิทธิ "ไม่ติดใจฟ้องร้อง" หลังถูกเลิกจ้างและรับเงินครบ = ประนีประนอมยอมความที่ใช้บังคับได้

หลักที่ได้

ตกลง "ล่วงหน้า" สละความคุ้มครองเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (พ.ร.บ.ศาลแรงงานฯ ม.49) เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. ม.150 เพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แต่การสละสิทธิ "หลังเลิกจ้างแล้ว" โดยรับเงินและลงชื่อไม่ติดใจเรียกร้อง เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ม.850 ที่ผูกพันลูกจ้าง

ข้อเท็จจริงย่อ

บริษัทเลิกจ้างผู้จัดการเขตสองคน จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าวันหยุดพักผ่อนรวมคนละราว 1.8 ล้านบาท ทั้งสองลงชื่อในหนังสือเลิกจ้างที่มีข้อความว่าไม่ติดใจเรียกร้องฟ้องร้องอีก แล้วภายหลังกลับมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

เหตุผลของศาล

  1. ม.49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ข้อตกลงยกเว้นล่วงหน้าก่อนเลิกจ้างย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. ม.150
  2. แต่คดีนี้การตกลงเกิดขึ้นหลังเลิกจ้างซึ่งนิติสัมพันธ์สิ้นสุดแล้ว เป็นการระงับข้อพิพาทในหนี้ที่มีอยู่ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นประนีประนอมยอมความตาม ม.850
  3. ลูกจ้างเป็นผู้บริหารระดับสูง รู้ว่าถูกเลิกจ้างแน่นอนแล้ว มีอำนาจตัดสินใจโดยไม่ต้องเกรงกลัวนายจ้าง เมื่อรับเงินและแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้อง จึงผูกพันตามข้อตกลง ฟ้องเรียกค่าเสียหายอีกไม่ได้

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 มีเจตนารมณ์มุ่งหมายที่จะคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ... บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวนับได้ว่าเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้ายกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2563 ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยต้องชดใช้ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยตกลงจ่ายเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ รวมเป็นเงิน 1,855,741.67 บาท และ 1,805,985.34 บาท ตามลำดับ ให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อในหนังสือเลิกจ้างโดยทราบข้อความตอนท้ายของหนังสือเลิกจ้าง ซึ่งมีข้อความว่า "ข้าพเจ้ายืนยันว่าเงินดังกล่าวครอบคลุมบรรดาค่าตอบแทนทุกประเภทที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับหรืออาจมีสิทธิได้รับจากการเลิกจ้างและการจ้างงานของข้าพเจ้าตามกฎหมาย โดยไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องอย่างใดกับบริษัทอีก" การกระทำของจำเลยและโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทในหนี้อันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 โจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งผู้จัดการเขต เป็นผู้บริหารระดับสูง ... ขณะลงลายมือชื่อท้ายหนังสือเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสองทราบอยู่แล้วว่าถูกจำเลยเลิกจ้างอย่างแน่นอน โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทั้งสองทราบถึงจำนวนเงินที่จำเลยเสนอให้และตกลงรับเงินดังกล่าว โดยแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องแก่จำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสองได้ ข้อตกลงที่โจทก์ทั้งสองยอมรับจึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 โจทก์ทั้งสองจึงผูกพันตามข้อตกลงและไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลยอีก

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 31 ส.ค. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ