คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8936/2568
ตกลงแบ่งเงินกันก่อนเจ้ามรดกตายไม่ใช่การสละมรดก แต่ฟ้องช้าเกินกำหนด คดีขาดอายุความ
หลักที่ได้
จะสละสิทธิในการสืบมรดกของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ การตกลงรับเงินก่อนเจ้ามรดกตายจึงไม่ใช่การสละมรดก แต่เมื่อการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว การฟ้องผู้จัดการมรดกต้องทำภายในห้าปี ส่วนคดีมรดกระหว่างทายาทห้ามฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เจ้ามรดกตาย
ข้อเท็จจริงย่อ
ส. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายก่อน พ. เจ้ามรดกประมาณ 1 เดือน โดยก่อนหน้านั้นมีการตกลงรับและมอบเงินให้ ส. ต่อมา พ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ พ. เป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึง ส. ด้วย และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นที่ต้องจัดแบ่งอีก การจัดการมรดกสิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินส่วนของตนที่รับโอนมาร่วมยี่สิบปีโดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง ต่อมาโจทก์ในฐานะทายาทผู้รับมรดกแทนที่ ส. ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 ขอให้แบ่งที่ดิน โดยจำเลยต่อสู้ว่า ส. สละมรดกแล้วและคดีขาดอายุความ
เหตุผลของศาล
- กฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
- เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายก่อน พ. ประมาณ 1 เดือน การตกลงรับและมอบเงินให้ ส. จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จะถือว่า ส. สละมรดกของ พ. ไม่ได้
- การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินตามข้อตกลงระหว่างทายาทและไม่มีทรัพย์มรดกอื่นต้องจัดแบ่งอีก โดยจำเลยทั้งสองครอบครองมาร่วมยี่สิบปีโดยไม่มีผู้ใดทักท้วง ถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว การฟ้องว่าผู้จัดการมรดกแบ่งปันไม่ถูกต้องต้องทำภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด
- เมื่อการจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ
- ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นข้อพิพาทระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดกซึ่งต้องฟ้องภายในหนึ่งปี และห้ามฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เจ้ามรดกตาย เมื่อ พ. ตายวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่ฟ้องวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีขาดอายุความเช่นกัน
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
การสละมรดกนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1619 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ ส. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายก่อน พ. ประมาณ 1 เดือน การตกลงรับและมอบเงินให้ ส. บิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อน พ. ถึงแก่ความตาย จะถือว่า ส. บิดาโจทก์สละมรดกของ พ. แล้วไม่ได้
การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ พ. เป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึง ส. บิดาโจทก์ด้วย และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของ พ. ที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของ พ. ให้โจทก์ในฐานะทายาทของ ส. บิดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ส. บิดาโจทก์ และทายาทคนอื่น ๆ ด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการจัดการมรดกนั้น โจทก์ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดก ทายาทอื่นหรือโจทก์ก็ต้องฟ้องเรียกมรดกในส่วนของตนเองเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เพราะมิฉะนั้นจะถูกห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และในวรรคสี่ของบทบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติตัดบทไว้ว่า สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อ พ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความเช่นกัน
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ