คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567
แก้เฉพาะบทเพิ่มโทษและสั่งกักกัน ยังเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ฎีกาข้อเท็จจริงต้องขออนุญาตจากผู้พิพากษาศาลล่าง
หลักที่ได้
การที่ศาลอุทธรณ์แก้เฉพาะบทเพิ่มโทษโดยไม่แก้บทมาตราแห่งความผิด และคำสั่งกักกันซึ่งไม่ใช่โทษ ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อยังลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามฎีกาข้อเท็จจริง และผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างอนุญาต ไม่ใช่ขอให้ศาลฎีกาอนุญาต
ข้อเท็จจริงย่อ
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุก 1 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามเป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 1 ปี 5 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 13 เดือน 15 วัน และให้กักกันจำเลยมีกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ โดยไม่ได้แก้บทมาตราแห่งความผิดตามฟ้อง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา และยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองอนุญาต ทั้งคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปที่ไม่มีบทบัญญัติให้การฎีกาทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
เหตุผลของศาล
- ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้เฉพาะเรื่องการเพิ่มโทษโดยไม่ได้แก้บทมาตราแห่งความผิดตามฟ้อง จึงเป็นการแก้เฉพาะเรื่องโทษ
- แม้จะให้กักกันจำเลยมีกำหนด 3 ปี แต่การกักกันไม่ใช่โทษ จึงยังเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อยังคงลงโทษจำคุกในความผิดเดิมไม่เกิน 5 ปี คู่ความจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
- การขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม
- คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป การฎีกาจึงต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลล่างอนุญาต เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตแทน คำร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (5) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน และลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 12 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 93 (13) เป็นจำคุก 1 ปี 5 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 13 เดือน 15 วัน และให้กักกันจำเลยมีกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษตาม ป.อ. มาตรา 41 (8) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ในเรื่องการเพิ่มโทษจำเลย จากเดิมที่ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 93 (13) โดยมิได้แก้บทมาตราแห่งความผิดตามฟ้อง ซึ่งเป็นการแก้เฉพาะเรื่องโทษ แม้จะให้กักกันจำเลยมีกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 41 (8) แต่การกักกันไม่ใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา 18 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดเดิมไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือ ลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือรับรองในฎีกาว่า มีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ซึ่งคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปมิได้มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 216 และมาตรา 221 ที่กำหนดให้จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือ ทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิได้ยื่นเป็นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 เมื่อจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 221 แห่งกฎหมายข้างต้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ